SET : SCCC
ราคาล่าสุด 139.00 THB

นายพอล ไฮนซ์ ฮูเกนโทเบลอร์

ประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ในปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในประเทศต่าง ๆ ที่กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอยู่มีพัฒนาการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ประเทศไทยยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองและการขาดความชัดเจนเชิงนโยบาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ อาทิ การรับมือกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คณะกรรมการบริษัทคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2569 จะสามารถดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขประเด็นสำคัญเหล่านี้ และนำประเทศกลับสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกัน ประเทศเวียดนามได้มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยการรื้อระบบบริหารจัดการภาครัฐเป็นครั้งแรกตั้งแต่การเริ่มต้นการเปิดประเทศในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 โดยพรรคคอมมิวนิสต์ยังคงมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบายอย่างชัดเจน รวมถึงการริเริ่มโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โครงการดังกล่าวได้ส่งผลเชิงบวกต่อภาคเอกชนและกระตุ้นอุปสงค์ด้านวัสดุก่อสร้าง รวมถึงปูนซีเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศศรีลังกา ภายหลังการเลือกตั้ง เศรษฐกิจของประเทศได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดพายุไซโคลนดิดวาห์ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ แม้การฟื้นตัวในระยะต่อไปจะยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการสนับสนุนระหว่างประเทศที่มีจำกัด แต่ความต้องการด้านการฟื้นฟูและก่อสร้างใหม่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศดังกล่าว

ขณะที่ประเทศบังกลาเทศยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งในปี 2569 อาจนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมก่อสร้างในประเทศ

แม้จะเผชิญกับความท้าทายและความผันผวนในหลายตลาด ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยฝ่ายบริหารได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังที่ได้กล่าวไว้ในสารจากคณะกรรมการปี 2567 กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับกำลังการผลิตและพอร์ตโฟลิโอของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งริเริ่มโครงการสำคัญในระดับกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการแข่งขันในทุกประเทศและทุกธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ ฝ่ายบริหารมีความเชื่อมั่นว่าการให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์อย่างต่อเนื่องจะช่วยวางรากฐานให้กลุ่มบริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

คณะกรรมการบริษัทมีความยินดีที่จะแจ้งว่า ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 3,493 ล้านบาท ลดลงจาก 5,388 ล้านบาทในปี 2567 โดยความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากรายการปรับปรุงราคาซื้อขายกิจการซึ่งเป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสดและเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว จากการควบรวมกิจการ บริษัท ลานนา จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวน 1,819 ล้านบาท ซึ่งแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2567 ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 21 ในปี 2568 ขณะที่ผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทลานนา มีผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวจากดัชนีราคาถ่านหินที่ผันผวน แม้ฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงจะมีการเสริมความแข็งแกร่งตลอดปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้คงการจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรา 11 บาทต่อหุ้น เท่ากับปี 2567 โดยจะนำเสนอการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 33 (ปี 2569) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

ในนามคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณพนักงานทุกท่านสำหรับความทุ่มเทและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ขอขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจและทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ในทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ