SET : SCCC
ราคาล่าสุด 151.50 THB

ความมั่นคงทางน้ำ

แม้ว่ากระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบแห้ง (Dry Process) ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น แต่กลุ่มบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้กำหนดเป้าหมายในการลดการใช้น้ำจำเพาะ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำใต้ดิน และลดความเสี่ยงด้านน้ำที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

เป้าหมายการบริหารจัดการน้ำ

ภาพในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563

ลดการใช้น้ำจำเพาะ
มากกว่าร้อยละ
20
ลดการใช้น้ำจำเพาะลงมากกว่าร้อยละ 20
เพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำผิวดิน
เป็นมากกว่าร้อยละ
45
เพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำผิวดินเป็นมากกว่าร้อยละ 45 ของการใช้น้ำทั้งหมด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำใต้ดิน

ผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมาย

ตัวชี้วัด ปีฐาน
2563
2566 2567 2568 เป้าหมาย
2573
การใช้น้ำจำเพาะ (ลิตร/ตันปูนซีเมนต์)
301 248 246 248 240
สัดส่วนการใช้น้ำผิวดิน (%)
2 38 37.5 39.9 45

หมายเหตุ:

  1. เป้าหมายการดำเนินงานและปีฐานครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ ศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง รวมถึงกิจการร่วมค้าบริษัท ชิป มง อินทรีซีเมนต์ คอร์ปอเรชั่น
  2. ผลการดำเนินงานปี 2566 ครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ ศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง รวมถึงกิจการร่วมค้าบริษัท ชิป มง อินทรีซีเมนต์ คอร์ปอเรชั่น
  3. บริษัทฯ ปรับปรุงขอบเขตการเปิดเผยข้อมูล โดยผลการดำเนินงานปี 2567-2568 ครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง

กลยุทธ์

ดำเนินงานเพื่อลดการสุญเสียน้ำ โดยไม่จำเป็นในระหว่างกระบวนการผลิต
มองหาโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
ปฏิบัติตามแนวทางและเครื่องมือที่กำหนดโดยสมาคมปูนซีเมนต์คอนกรีตโลก
เพิ่มความพยายามในการกักเก็บน้ำผิวดิน

แนวทางการบริหารจัดการน้ำ

กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำและลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว แม้ว่ากระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของบริษัทฯ จะใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบแห้ง (Dry Process) ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น แต่บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการติดตาม ตรวจวัด และประเมินประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบและเกิดประโยชน์สูงสุด

ในปี 2568 โรงงานในกลุ่มธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์ของบริษัทฯ ร้อยละ 100 ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา มีแผนการบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมการวัดและติดตามปริมาณการใช้น้ำ การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ และการดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไม่มีพื้นที่ปฏิบัติงานแห่งใดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ (Water-Stressed Areas) หรือประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง

กลุ่มบริษัทฯ นำแนวทางและเครื่องมือวิเคราะห์ของ Global Cement and Concrete Association (GCCA) มาใช้ในการระบุและติดตามจุดที่อาจเกิดการสูญเสียน้ำ เพื่อค้นหาโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำภายในพื้นที่โรงงานในแต่ละประเทศ เพื่อกักเก็บน้ำผิวดินจากบ่อน้ำขุด บ่อเหมือง และน้ำฝนสำหรับใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยให้มั่นใจได้ว่ามีน้ำเพียงพอต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งลดการพึ่งพาแหล่งน้ำใต้ดิน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกลุ่มบริษัทฯ ปี 2573

เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โรงงานทุกแห่งในกลุ่มธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ ทำหน้าที่กำกับ ดูแล และติดตามผลการดำเนินงานด้านน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีภารกิจสำคัญ ดังนี้

  • ทบทวนและพัฒนาแผนผังการใช้น้ำ (Water Diagram) ให้ครอบคลุมและเป็นปัจจุบัน
  • ตรวจสอบความถูกต้องของมาตรวัดน้ำและปรับปรุงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบและวิเคราะห์สมดุลน้ำ (Water Balance) เพื่อระบุโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • ทดสอบและตรวจสอบการทำงานของมาตรวัดน้ำ พร้อมดำเนินการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนทดแทนเมื่อพบความชำรุด
  • สำรวจและจัดทำทะเบียนมาตรวัดน้ำและระบบท่อส่งน้ำ (Water Meter List)
  • ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำและจัดทำแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกันในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

กระบวนการดังกล่าวจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำแผนงานและมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ รวมถึงผลักดันการดำเนินโครงการที่ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การเพิ่มการใช้แหล่งน้ำผิวดิน และการลดการพึ่งพาน้ำใต้ดิน ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการติดตามผลการดำเนินงานและทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

กลุ่มบริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด และมาตรฐานด้านคุณภาพน้ำที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด พร้อมดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียและติดตามคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทิ้งจากการดำเนินงานเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ ไม่มีกรณีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด ใบอนุญาต หรือมาตรฐานด้านคุณภาพและปริมาณน้ำ (0 กรณี) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ เป็นสมาชิกของสมาคมปูนซีเมนต์และคอนกรีตโลก (Global Cement and Concrete Association: GCCA) และดำเนินงานตามแนวทางด้านความยั่งยืนของ GCCA โดยมีการติดตามและรายงานข้อมูลการใช้น้ำตามตัวชี้วัดสำคัญอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ปฏิบัติการในจังหวัดสระบุรี ข้อมูลการใช้น้ำได้รับการตรวจสอบภายใต้กระบวนการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งดำเนินการทวนสอบตามข้อกำหนดเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับปูนซีเมนต์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลและสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ

ในปี 2568 โรงงานสระบุรี ประเทศไทย ไม่ได้กำหนดตัวชี้วัดความเข้มการใช้น้ำของกิจกรรมเหมือง (Mining Production Water Consumption/Withdrawal Intensity) เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม บริษัทมีการเก็บรวบรวมและติดตามข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ รวมถึงปริมาณวัตถุดิบที่ผลิตจากกิจกรรมเหมือง เช่น หินปูนและหินดินดาน อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถคำนวณและเปิดเผยค่าความเข้มการใช้น้ำของกิจกรรมเหมืองสำหรับปีรายงานและข้อมูลย้อนหลังได้ โดยน้ำที่ใช้ในกิจกรรมเหมืองส่วนใหญ่เป็นน้ำผิวดิน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของบริษัทในการลดการพึ่งพาน้ำบาดาลและส่งเสริมการใช้น้ำจากแหล่งน้ำทางเลือกอย่างยั่งยืน ข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการประเมินประสิทธิภาพการใช้น้ำ ติดตามแนวโน้มการดำเนินงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อลดความเสี่ยงด้านน้ำในระยะยาว

ข้อมูลความเข้มของการใช้น้ำของกิจกรรมเหมือง ของโรงงานสระบุรี ประเทศไทย (Mining Production Water Consumption/Withdrawal Intensity)

ตัวชี้วัด 2566 2567 2568
การใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตของเหมือง (ลิตร/ตัน)
12.0
-
14.5
+20.8% จากปีก่อน
12.6
-13.1% จากปีก่อน

การระบายน้ำทิ้งและคุณภาพน้ำทิ้ง

โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ใช้กระบวนการผลิตแบบแห้ง (Dry Process) จึงไม่มีการระบายน้ำเสียจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ออกสู่ภายนอก

ตารางที่ 1: ปริมาณน้ำทิ้งแยกตามแหล่ง (ลูกบาศก์เมตร)

แหล่งรองรับ 2566 2567 2568
แหล่งน้ำผิวดิน ([ชื่อแหล่งรองรับ]) N/A N/A 475,987
แหล่งน้ำใต้ดิน N/A N/A 0
ทะเล N/A N/A 0
ระบบบำบัดภายนอก (Third-party) N/A N/A 0
รวมปริมาณน้ำทิ้ง 907,000 662,424 475,987

หมายเหตุ: (1) ครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง (2) เริ่มเปิดเผยข้อมูลแยกตามแหล่งรองรับในปี 2568 (3) ที่มา: ESG Data 2025 หน้า 11

ตารางที่ 2: ปริมาณน้ำทิ้งภายในโรงงานสระบุรี (ลูกบาศก์เมตร)

ปริมาณน้ำทิ้ง (m3/y)
Plant 2566 2567 2568
รวม 192,459.64 164,325.45 136,793.80

ตารางที่ 3: คุณภาพน้ำทิ้ง ณ จุดระบาย โรงงานสระบุรี (ค่าเฉลี่ยรายปี)

พารามิเตอร์ (หน่วย) ค่ามาตรฐาน * 2566 2567 2568
pH <5.0-9.0 7.7 8.0 8.0
COD (mg/L) <120 88.1 89.6 65.3
TSS (mg/L) <50 22.9 27.6 24.0
TDS (mg/L) - - - -
TKN (mg/L) - - - -

ตารางที่ 4 : COD Load Intensity ณ จุดระบาย โรงงานสระบุรี

รายงานคำนวณจากน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดจากกิจกรรมการอุปโภคบริโภคภายในโรงงาน โดยแสดงจากผลที่คำนวณได้ ค่า COD Load Intensity ตามตารางด้านล่าง โดยค่า COD Load คำนวณจากค่า COD เฉลี่ยรายปีของน้ำทิ้งหลังการบำบัด (mg/L) คูณด้วยปริมาณน้ำทิ้งที่ระบายออกจากระบบบำบัด (m³/ปี) และแปลงหน่วยเป็นกิโลกรัม COD ต่อปี จากนั้นนำมาหารด้วยปริมาณการผลิตปูนซีเมนต์ประจำปี เพื่อแสดงเป็น COD Load Intensity ในหน่วย kg COD/tonne product

ตัวชี้วัด 2566 2567 2568
ค่า COD ต่อหน่วยการผลิตปูนซีเมนต์ (kg COD/tonne cement)
0.00184
-
0.00156
-15.2% จากปีก่อน
0.00095
-39.1% จากปีก่อน

โครงการสำคัญ

กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและต้นทุนทางธุรกิจในระยะยาว กลุ่มบริษัทฯ จึงดำเนินการประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านน้ำอย่างเป็นระบบ โดยติดตามและประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างสม่ำเสมอ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการจัดหาแหล่งน้ำสำรอง การบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ การบริหารจัดการและบำรุงรักษาแหล่งกักเก็บน้ำ ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 โรงงานสระบุรี ประเทศไทย มีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำรวมประมาณ 9.6 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตการใช้น้ำบาดาล ค่าใช้น้ำบาดาล ค่าตรวจติดตามคุณภาพน้ำบาดาล และค่าตรวจติดตามคุณภาพน้ำทิ้ง ต้นทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำบาดาล รวมถึงความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวและเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำในระยะยาว กลุ่มบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำผิวดินให้มากกว่าร้อยละ 45 ของการใช้น้ำทั้งหมด และลดการใช้น้ำจำเพาะลงมากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านน้ำในระยะยาว ผ่านการลงทุนและพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ และการเพิ่มแหล่งน้ำสำรองสำหรับการดำเนินงาน อาทิ โครงการปรับปรุงระบบมาตรวัดน้ำเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการติดตามและควบคุมการใช้น้ำ การพัฒนาระบบรีไซเคิลน้ำในระบบผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง (Waste Heat Recovery: WHR) รวมถึงการกักเก็บและนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลิต เป็นต้น

  • โครงการปรับปรุงระบบมาตรวัดน้ำ กลุ่มบริษัทฯ มีการลงทุนปรับปรุงระบบมาตรวัดน้ำ โดยนำมอเตอร์ปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive : VSD) มาใช้เพื่อปรับปรุงการไหลของน้ำ และลดการรั่วไหล อีกทั้งมีการพัฒนาแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือสำหรับบันทึกค่ามาตรวัดน้ำ ซึ่งช่วยให้สามารถติดตามปริมาณการใช้น้ำได้อย่างแม่นยำ และสะดวกกับผู้ใช้งาน ทำให้สามารถติดตามข้อมูลการใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างเป็นระบบ มีความแม่นยำสูง และสามารถตรวจสอบติดตามการใช้น้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • โครงการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำออนไลน์ (Online Water Quality Monitoring System) ในปี 2568 โรงงานสระบุรี ประเทศไทย ได้ลงทุนประมาณ 2.3 ล้านบาท ในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามคุณภาพน้ำทั้งภายในและภายนอกโรงงานแบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ และแจ้งเตือนความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที ซึ่งช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำและการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนด้านน้ำในระยะยาวขององค์กร
  • โครงการแจ้งจุดรั่วซึมน้ำภายในโรงงาน กลุ่มบริษัทฯ มีการดำเนินกิจกรรมแจ้งจุดรั่วซึมน้ำภายในโรงงานทั้งกลุ่มบริษัทฯ โดยเชิญชวนให้พนักงานและผู้รับเหมามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแจ้งจุดรั่วซึมหรือรั่วไหลของน้ำในพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อกระตุ้นให้มีการแจ้งปัญหา เชิงรุกและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของบริษัทฯ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
  • โครงการอ่างเก็บน้ำผิวดิน กลุ่มบริษัทฯ ได้สร้างบ่อกักเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำสำรองผิวดิน โดยโครงการดังกล่าวมีการดำเนินการในพื้นที่ปฏิบัติการหลายแห่ง คือ จังหวัดสระบุรี จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ บ่อ Open Pit ความจุประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตร และ บ่อ P8 ความจุประมาณ 25,000 ลูกบาศก์เมตร ที่ประเทศเวียดนาม ได้แก่ ในพื้นที่ท่าเรือ Cat Lai และพื้นที่โรงงาน Hiep Phuoc และที่ประเทศศรีลังกา ได้แก่ พื้นที่โรงงานปัตตาลัม ทั้งนี้ น้ำจากแหล่งสำรองน้ำผิวดินต่าง ๆ ข้างต้น จะถูกนำมาใช้ในขั้นตอนการควบคุมมลภาวะที่อาจเกิดขึ้น และควบคุมอุณหภูมิในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการทดแทนและลดการพึ่งพาน้ำใต้ผิวดินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทฯ ที่มุ่งส่งเสริมการใช้น้ำผิวดินให้ได้มากกว่าร้อยละ 45
  • โครงการ Zero Discharge กลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำเสีย โดยน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตภายในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท จะถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดก่อนนำกลับมาใช้ซ้ำใหม่ทั้งหมด จึงทำให้ไม่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตออกสู่แหล่งน้ำภายนอก นอกจากนี้ในพื้นที่ปฏิบัติการที่ประเทศเวียดนาม ได้จัดให้มีระบบบำบัดน้ำด้วยระบบ Waste Heat Recovery (WHR) ภายในพื้นที่ของโรงงาน Hon Chong ซึ่งน้ำที่ใช้ในการผลิต จะได้รับการบำบัดและนำกลับมาใช้ใหม่ จำนวน 10,000–15,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี และยังสามารถนำน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัด มาใช้ในโรงงาน Hon Chong และท่าเรือ Cat Lai กลับมาใช้ในธุรกิจอื่น ๆ ของบริษัทฯ ได้ด้วย ทั้งนี้ ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ นำน้ำรีไซเคิลกลับมาใช้ในการดำเนินงานรวม 96,956 ลูกบาศก์เมตร