กลุ่มบริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact: NPI) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2573

คณะกรรมการบริษัทให้ความเคารพต่อทุนธรรมชาติ (Natural Capital) เพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งให้ความสำคัญกับการติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานในทุกระดับ เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง และมีกลยุทธ์ในการส่งเสริมให้เป้าหมายนี้บรรลุวัตถุประสงค์และมีความยั่งยืน
ในปี 2563 คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาและอนุมัติเป้าหมายด้านความยั่งยืน 5 ด้านของกลุ่มบริษัทฯ ให้บรรลุภายในปี 2573 โดย “ความหลากหลายทางชีวภาพและความสำคัญของน้ำ” เป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของเป้าหมายดังกล่าว พร้อมทั้งอนุมัติตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) ได้แก่ การสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 ให้ฝ่ายจัดการแต่ละประเทศที่มีการทำเหมืองหินปูนมีความรับผิดชอบร่วมกัน
การเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการใช้คำว่า “กลุ่มบริษัทฯ” ในบริบทนี้ ครอบคลุมเฉพาะบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งมีการทำเหมืองหินปูนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม และศรีลังกา โดยไม่รวมถึงประเทศบังกลาเทศ ซึ่งดำเนินการเฉพาะโรงงานบดปูนซีเมนต์เม็ด
กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินกลยุทธ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพโดยยึดหลัก ลำดับชั้นการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) อย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและจัดการผลกระทบอย่างมีความรับผิดชอบตามลำดับ ดังนี้
การหลีกเลี่ยง (Avoid)
ป้องกันและหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนโครงการอาทิ การกำหนดพื้นที่กันชนและการหลีกเลี่ยงพื้นที่อ่อนไหวทางนิเวศ
การลดผลกระทบ (Minimize)
ลดผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ผ่านการควบคุมการดำเนินงานอย่างเข้มงวด การปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นฟู (Rehabilitate)
ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน เช่น การฟื้นฟูพื้นที่เหมือง การปลูกป่า และการฟื้นฟูระบบนิเวศตามข้อกำหนดในรายงาน EIA
การชดเชย (Offset)
ดำเนินการชดเชยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผลกระทบที่หลงเหลือซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือฟื้นฟูได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การดำเนินงานตามลำดับชั้นการบรรเทาผลกระทบได้รับการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) โดย INSEE ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศกับ IUCN สำหรับช่วงปี พ.ศ. 2564–2567
บันทึกความเข้าใจดังกล่าวครอบคลุม:

ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการทำเหมือง จะมีผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐ เป็นผู้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลและทำการสำรวจภาคสนาม โดยมีข้อมูลพรรณไม้ หรือสัตว์ที่พบในบริเวณพื้นที่โครงการ รวมทั้งประเมินผลกระทบด้านทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าจากการดำเนินโครงการในช่วงต่อไปและตีค่าผลกระทบเป็นจำนวนเงิน รวมถึงการกำหนดมาตรการลด ควบคุม ป้องกันผลกระทบดังกล่าวให้กับหน่วยงานราชการพิจารณา
และเนื่องจากการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการทำเหมืองเป็นเงื่อนไขการขอใบอนุญาตทำเหมืองสำหรับโครงการใหม่ทุกโครงการ และสำหรับการต่อใบอนุญาต จึงทำให้กลุ่มบริษัทฯ ต้องดำเนินการเชิงรุก โดยการประเมินผลด้วยตนเองเป็นประจำทุกปีร่วมกับนักวิชาการ และมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญอื่นทำหน้าที่สอบทานเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการตามแผนฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีพัฒนาการที่เหมาะสม
ลักษณะการทำเหมือง เป็นการทำเหมืองแบบ บ่อเหมืองบนผู้เขา ซึ่งจะทำการตัดไม้ออกเฉพาะบริเวณพื้นที่ทำเหมืองและพื้นที่ที่จะใช้ประโยชน์บริเวณตอนกลางของพื้นที่ และเว้นพื้นที่ขอบแปลงหรือรอบนอกภูเขาไว้ เพื่อเป็นแนวเขตกันชนและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และในการทำเหมืองช่วงต่อไปจะเป็นการทำเหมืองในพื้นที่หน้าเหมืองเดิมและขยายพื้นที่เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย และการทำเหมืองได้จัดให้มีแผนการฟื้นฟูพื้นที่จากการทำเหมือง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพธรรมชาติได้ใกล้เคียงที่สุดอีกด้วย สำหรับเหมืองหินปูนในประเทศไทย ตั้งอยู่ในจังหวัดสระบุรี มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน ส่วนบริเวณที่เป็นพื้นที่ป่าไม้ สภาพป่าเป็นป่าเบญจพรรณ และถูกกันพื้นที่เป็นแนวกันชนประมาณเกือบเท่ากันกับพื้นที่ทำเหมือง ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ มีการจัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตามขั้นตอนใน หลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy) ต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด
บริษัทมีการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น โดยให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยง ลด ฟื้นฟู และชดเชยเพื่อจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีความรับผิดชอบ
| ลำดับชั้นการบรรเทาผลกระทบ | เป้าหมาย | ผลการดำเนินงานจริง ปี 2567 |
|---|---|---|
| การหลีกเลี่ยง | ป้องกันการตัดไม้ในพื้นที่กันชน เป้าหมายการตัดไม้เป็นศูนย์ | ไม่มีการตัดไม้ในพื้นที่กันชน |
| การลดผลกระทบ | ทำเหมืองเฉพาะในบ่อเหมือง และปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน | ดำเนินการตามพื้นที่ที่กำหนดและปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน |
| การฟื้นฟู* | ฟื้นฟูพื้นที่ 5.875 ไร่/ปี ตาม EIA | ฟื้นฟูพื้นที่แล้ว 377 ไร่ |
| ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ฟื้นฟู | ปลูกต้นไม้ 32,646 ต้น | |
| เพาะพันธุ์กล้าไม้จำนวน 50 ชนิด ภายในปี 2573 | เพาะพันธุ์ไม้พื้นถิ่นไปแล้วมากกว่า 40 สายพันธุ์ | |
| กำจัดกระถินยักษ์ในพื้นที่ที่กำหนด | ดำเนินการได้ตามแผน | |
| การชดเชย | ร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) หรือองค์กรอื่นในลักษณะเดียวกัน | ดำเนินการตามแผน |
หมายเหตุ: *ขอบเขตการเหมืองหินปูนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตประเทศไทย
สำหรับโครงการการชดเชย (Offset) กลุ่มบริษัทฯได้ร่วมมือกับชุมชน หน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) หรือองค์กรอื่นในลักษณะเดียวกัน ในการปลูกป่าในพื้นที่ต่างๆ รอบนอกพื้นที่โรงงาน หรือโครงการอนุรักษ์ต้นไม้หรือสัตว์ป่าอื่นๆ อาทิ

รายละเอียดการดำเนินงานร่วมกับ IUCN ของบริษัทย่อยในประเทศศรีลังกาและเวียดนาม ปรากฏในเว็บไซต์ของ IUCN
โครงการกองทุนฟื้นฟูเหมือง กลุ่มบริษัทฯ สนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง พร้อมจัดทำแผนการทำและแผนฟื้นฟูเหมืองประจำปี โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสำรวจ ศึกษา และวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอย่างระบบต่อเนื่องในพื้นที่ดำเนินงาน เพื่อให้การฟื้นฟูพื้นที่มีความใกล้เคียงกับสภาพระบบนิเวศดั้งเดิมมากที่สุด โดยจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลชนิดพันธุ์ไม้และสัตว์ เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ฟื้นฟู ภายใต้โครงการนี้ บริษัทฯ ยังติดตามการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ที่ปลูก เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการฟื้นฟูว่าพื้นที่สามารถกลับคืนสู่ถิ่นอาศัยตามธรรมชาติได้เพียงใด ข้อมูลที่ได้ครอบคลุมทั้งด้านการฟื้นคืนถิ่นอาศัย (Habitat Restoration) การปกป้องพันธุ์ไม้และสัตว์ และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ผลจากโครงการนี้ไม่เพียงช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความก้าวหน้าของบริษัทฯ ในการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่จะบรรลุเป้าหมาย Net-Positive Impact ภายในปี พ.ศ. 2573


โครงการเพาะชำกล้าไม้ กลุ่มบริษัทฯ ได้สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่บริเวณป่าแนวกันชน พบว่ามีพันธุ์ไม้พื้นถิ่นในพื้นที่กว่า 100 สายพันธุ์ จึงได้เก็บเมล็ดพันธุ์ไม้จากพื้นที่ธรรมชาติในพื้นที่บริเวณแนวกันชนมา และจัดตั้งเรือนเพาะพันธุ์พืช เพื่อเพาะชำพันธุ์ไม้ เพื่ออนุรักษ์ และนำไปใช้ฟื้นฟูพันธุ์ไม้พื้นถิ่นให้สอดคล้องกับสภาพป่าดั้งเดิมและระบบนิเวศท้องถิ่น นอกจากนี้ พันธุ์ไม้ที่ได้จากสถานเพาะพันธุ์ยังนำไปดำเนินโครงการกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) อื่น ๆที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะเพาะพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอย่างน้อย 50 สายพันธุ์ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งจนถึงปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพาะพันธุ์ไม้พื้นถิ่นไปแล้วมากกว่า 40 สายพันธุ์ นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการควบคุมการเติบโตของพันธุ์ไม้คุกคาม (invasive species) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แพร่กระจาย และลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ฟื้นฟู
โครงการ Give & Grow กลุ่มบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อน โครงการปลูกป่านอกพื้นที่ (Offsite Tree-Planting Initiative) เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในวงกว้าง โดยบริษัทฯ มอบต้นกล้าจาก เรือนเพาะชำของบริษัทฯ ให้แก่หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น เพื่อนำไปปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ โดยตั้งเป้ามอบต้นกล้า 500 ต้นต่อปี และในปี 2024 บริษัทฯ ได้ส่งมอบต้นกล้าแล้วกว่า 900 ต้น โดยร่วมมือกับ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช, ศูนย์ธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า และชุมชนในพื้นที่ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงบทบาทของบริษัทฯ ในการเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและประเทศ


โครงการกล้าไม้ชุมชนและกล้าไม้โรงเรียน กลุ่มบริษัทฯ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและโรงเรียนในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ ผ่านกิจกรรมโครงการกล้าไม้ชุมชนและกล้าไม้โรงเรียน จำนวนรวมกว่า 800 ต้นต่อปี ซึ่งช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและความภาคภูมิใจให้แก่ชุมชนและเยาวชนท้องที่ในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
โครงการให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Knowledge sharing to stakeholder) การทำห้องเรียนความรู้นิเวศวิทยา เพื่อเผยแพร่ความรู้ และข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพในเขตพื้นที่ Saraburi Quarry ให้ เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งจัดงานวัน open house เพื่อให้ชุมชนและโรงเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม เพื่อสร้างเสริมการตระหนักรู้ และปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นถัดไป มีส่วนร่วมในการรักษาโครงการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพที่ตนและชุมชนมีส่วนร่วม
