SET : SCCC
ราคาล่าสุด 151.50 THB

ความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทฯ

ในฐานะผู้ผลิตปูนซีเมนต์ กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินงานต้องพึ่งพาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ และต้องควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด กลุ่มบริษัทฯ จึงมุ่งมั่นลดการปล่อยคาร์บอน ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศให้ดีกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจเป็นไปควบคู่กับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ความมุ่งมั่นนี้กำหนดไว้ใน INSEE Sustainability Ambition 2030 และขับเคลื่อนผ่านเป้าหมายที่ชัดเจน การติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และการรายงานอย่างโปร่งใสเป็นประจำทุกปี

เป้าหมายการดำเนินงาน

ภาพในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2563

Scope 1, 2 CO₂ emissions
กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อตันซีเมนต์ติเชียส (CEM)
< 470
ในปี 2573
ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้อยกว่า 470 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อตันซีเมนต์ติเชียส (CEM)
Clinker Factor
(%)
< 65%
ในปี 2573
ลดสัดส่วนการใช้ปููนเม็ดเป็นส่วนผสมให้ต่ำกว่า 65%
Thermal Substitution Rate (TSR)
(%)
> 40%
ในปี 2573
เพิ่มอัตราการใช้พลังงานทดแทน (TSR) ให้มากกว่า 40%
ตัวชี้วัด ปีฐาน 2563 2566 2567 2568 เป้าหมาย 2573
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ขอบเขตที่ 1, 2)
624 603 562 526 < 470 CEM
% สัดส่วนใช้ปูนเม็ดเป็นส่วนผสม
75.1% 72.1% 69.2% 67.3% < 65%
% อัตราการใช้พลังงานทดแทน (TSR)
11.3% 21.1% 28.5% 28.9% > 40%
หมายเหตุ:
  1. เป้าหมายการดำเนินงานและปีฐานครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ ศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง รวมถึงกิจการร่วมค้าบริษัท ชิป มง อินทรีซีเมนต์ คอร์ปอเรชั่น
  2. ผลการดำเนินงานปี 2566 ครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ ศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง รวมถึงกิจการร่วมค้าบริษัท ชิป มง อินทรีซีเมนต์ คอร์ปอเรชั่น
  3. บริษัทฯ ปรับปรุงขอบเขตการเปิดเผยข้อมูล โดยผลการดำเนินงานปี 2567-2568 ครอบคลุมธุรกิจปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ในประเทศไทย เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากความร้อนทิ้ง

กลยุทธ์

เพื่อให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กลุ่มบริษัทฯ จึงได้ตั้งกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังนี้

การเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
การใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทางเลือก ทั้งพลัังงาน ความร้อนและพลังงานไฟฟ้า
การปรับปรุุงประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมรากฐาน และลดการสููญเสียพลังงานตลอดกระบวนการผลิต
การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการบรรลุุเป้าหมาย

ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคต

บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ผลิตปูนซีเมนต์ พลังงานนับเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง ในกระบวนการผลิตของเรามุ่งมั่นในการบริหารจัดการพลังงานอย่าง รับผิดชอบ การยกระดับประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และการเสริมสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่มีคาร์บอนต่ำเพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศโลกและความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรเทาภาวะโลกร้อน บริษัทฯ ได้ กำหนดเป้าหมายความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน ปี 2573 (SD Ambition 2030) ให้สอดคล้องกับวิถีการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ โลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามแนวทางขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ผ่าน 5 แนวทางหลักจากผลการดำเนินการ ดังนี้

1. การเพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ สามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้เป็นร้อยละ 20.9 เพิ่มขึ้นจากปีฐานร้อยละ 3.5 สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักที่ยังมีแหล่งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมของบริษัทฯ

2. การเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน

กลุ่มบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในการใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน โดยในปี 2568 มีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนร้อยละ 28.9 เพิ่มขึ้นจากปีฐานร้อยละ 17.6 รวมถึงส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกและเชื้อเพลิงหมุนเวียนมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จดังกล่าวคือการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงทางเลือกโดยอินทรี อีโคไซเคิล ซึ่งช่วยลดความชื้น เพิ่มค่าความร้อนสุทธิ และทำให้การป้อนเชื้อเพลิงเข้าเตาเผามีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้สามารถเพิ่มอัตราการทดแทนเชื้อเพลิง (TSR) ได้อย่างต่อเนื่อง

3. การลดอัตราการใช้พลังงานความร้อนจำเพาะ (STEC)

กลุ่มบริษัทฯ สามารถลดอัตราการใช้พลังงานความร้อนจำเพาะ หรือ STEC จาก 3,658 เหลือ 3,615 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีขึ้นของกระบวนการผลิต โดยการปรับปรุงดังกล่าวเกิดจากการยกระดับเทคโนโลยี การควบคุมกระบวนการผลิต และการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่องในโรงงานต่าง โดยเฉพาะโรงงานในประเทศเวียดนาม

4. การเพิ่มอัตราการทดแทนเชื้อเพลิง (TSR) และการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงทางเลือก

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ สามารถเพิ่มอัตราการทดแทนเชื้อเพลิง หรือ TSR ได้ร้อยละ 0.4 โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีค่า TSR เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับปี 2567 ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงทางเลือกโดยอินทรี อีโคไซเคิล ซึ่งช่วยลดความชื้น เพิ่มค่าความร้อนสุทธิ และทำให้การป้อนเชื้อเพลิงเข้าเตาเผามีเสถียรภาพมากขึ้น

5. การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานในแต่ละประเทศ

กลุ่มบริษัทฯ มีการดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพในหลายประเทศ โดยประเทศไทยสามารถลดการใช้พลังงานได้ 21 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการใช้ระบบควบคุมกระบวนการผลิตขั้นสูง การปรับปรุง Splash Box และการควบคุมค่า Free CaO ส่วนโรงงานในเวียดนามลดค่า STEC ได้ 137 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการปรับปรุง Clinker Cooler Inlet และระบบ Heat Recovery ขณะที่อินทรี ลังกา ลดค่า STEC ได้ 57 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการติดตั้งเครื่องป้อนถ่านหินที่แม่นยำสูงและการใช้ Online Raw Meal Analyzer นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบ AF Mixed-bed Operations ยังช่วยให้โรงงานรักษาระดับ TSR ได้สูงกว่าร้อยละ 40 อย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินการด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก

1. เป้าหมายและผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลุ่มบริษัทฯ กำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการดำเนินงานโดยตรงและการใช้พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขอบเขตที่ 1 ลดลงจาก 624 ในปีฐาน 2563 เหลือ 526 ในปี 2568 และมีเป้าหมายลดให้ต่ำกว่า 470 กิโกกรัมต่อตันซีเมนต์ตืเชียส ภายในปี 2573 สะท้อนความคืบหน้าในการลดคาร์บอนจากกระบวนการผลิตหลักของบริษัทฯ

2. ลดการใช้ปูนเม็ดและเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ

กลุ่มบริษัทฯ ลดสัดส่วนการใช้ปูนเม็ดจาก 75.1% ในปีฐาน เหลือ 67.3% ในปี 2568 และตั้งเป้าลดให้ต่ำกว่า 65% ภายในปี 2573 เนื่องจากปูนเม็ดเป็นส่วนที่ใช้พลังงานสูงและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในกระบวนการผลิต การลดสัดส่วนปูนเม็ดจึงเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการลดคาร์บอน โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ เช่น ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก อินทรีเพชร อินทรีดำ และอินทรีเพชร CPM เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าพร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เลือกใช้พลังงานทางเลือก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลุ่มบริษัทฯ สามารถเพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คิดเป็นร้อยละ 20.9 ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปีฐานร้อยละ 3.5 และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน คิดเป็นร้อยละ 28.9 ซึ่งเพิ่มจากปีฐาน ร้อยละ 17.6 ในขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มอัตราการทดแทนเชื้อเพลิง (Total Substitution Rate หรือ TSR) ได้ร้อยละ 0.4 มาตรการหลักประกอบด้วยการเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกและเชื้อเพลิงหมุนเวียน การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Solar PV ภายในโรงงาน และการใช้ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนทิ้ง Waste Heat Recovery ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

4. ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อเสริมรากฐานในแต่ละประเทศ

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดการสูญเสียพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยลดการใช้พลังงานได้ 21 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการใช้ระบบควบคุมกระบวนการผลิตขั้นสูง การปรับปรุง Splash Box และการควบคุมค่า Free CaO เวียดนามลดค่า STEC ได้ 137 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการปรับปรุง Clinker Cooler Inlet และระบบ Heat Recovery ส่วนอินทรี ลังกา ลดค่า STEC ได้ 57 เมกะจูลต่อตันปูนเม็ด จากการติดตั้งเครื่องป้อนถ่านหินที่มีความแม่นยำสูง การใช้ Online Raw Meal Analyzer และการปรับปรุง AF Mixed-bed Operations เพื่อรักษาระดับ TSR ให้สูงกว่า 40%

5. การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและบทบาทของคณะกรรมการ

กลุ่มบริษัทฯ ระบุ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร ครอบคลุมทั้งความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน เช่น กฎระเบียบ เทคโนโลยี และความต้องการของตลาด รวมถึงความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการที่อาจกระทบต่อผลการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขัน คณะกรรมการบริษัทสนับสนุนการดำเนินงานผ่านการพิจารณาอนุมัติ CAPEX ที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ระบบควบคุมขั้นสูง และการจัดการของเสีย เพื่อสนับสนุนการ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพราะอากาศที่ดี คือรากฐานของคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

กลุ่มบริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน ชุมชนโดยรอบ และสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำ แผนการจัดการคุณภาพอากาศเชิงรุก (Proactive Air Quality Management Plan) ครอบคลุมทั้งภายในโรงงานและพื้นที่โดยรอบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการคุณภาพอากาศให้เกินกว่าข้อกำหนดของกฎหมาย

การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ

  • ควบคุมและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงหรือวัตถุดิบทดแทนในกระบวนการผลิต พร้อมรักษาค่าการปล่อยมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมที่เข้มงวด
  • ติดตั้งระบบบำบัดฝุ่นประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ระบบถุกรอง (Bag House) และระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) เพื่อควบคุมการปล่อยฝุ่นละอองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดก่อนระบายออกสู่บรรยากาศ
  • ติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม และควบคุมประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดมลพิษให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล
  • ใช้หลัก “ลำดับชั้นการบรรเทาผลกระทบ” (Mitigation Hierarchy) ในการวางกลยุทธ์บริหารจัดการคุณภาพอากาศ เพื่อลดความเสี่ยงจากมลพิษและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด
  • เสริมสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการริเริ่มเหล่านี้แสดงถึงเป้าหมายเชิงกระบวนการของกลุ่มบริษัท เพื่อลดและป้องกันมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

การดำเนินงานที่สำคัญ: การเปลี่ยนระบบดักฝุ่นจาก ESP เป็น Bag Filter

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการควบคุมมลพิษทางอากาศและการลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบบำบัดฝุ่นของหม้อเผาจากระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator: ESP) เป็นระบบถุงกรองฝุ่น (Bag Filter หรือ Bag House) ทดแทนอุปกรณ์เดิมที่ใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ภายใต้โครงสร้างเดิมที่มีการปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมให้เหมาะสม

การปรับปรุงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรในการดักจับฝุ่นละออง ลดความเสี่ยงจากการหยุดทำงานของระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP Trip) และเสริมความเชื่อมั่นในการควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศจากกระบวนการผลิต ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้ค่าการปล่อยมลพิษจากปล่องระบายอากาศเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงาน EIA อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แผนการปรับปรุงดังกล่าวได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการแล้ว โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนระบบดักฝุ่นของเตาเผา Kiln 3 จากระบบดักฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) เป็นระบบถุงกรองฝุ่น (Bag Filter) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ด้วยงบประมาณประมาณ 193 ล้านบาท จากนั้นบริษัทมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังเตาเผา Kiln 6 ภายในปี 2570 และเตาเผา Kiln 5 ภายในปี 2571 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบควบคุมมลพิษทางอากาศในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดค่าควบคุมภายในสำหรับการปล่อยฝุ่นละอองจากปล่องระบายอากาศไว้ที่ไม่เกิน 50 mg/Nm³ ซึ่งเข้มงวดกว่าค่ามาตรฐานตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมการปล่อยมลพิษภายใต้สภาวะการดำเนินงานปกติ ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบควบคุมมลพิษ และสนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายการควบคุมมลพิษ

บริษัทฯ มุ่งรักษาค่าการปล่อยมลพิษทางอากาศให้อยู่ในระดับต่ำกว่าข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ผ่านการกำหนดค่าควบคุมภายในที่เข้มงวด การลงทุนปรับปรุงระบบควบคุมฝุ่นจาก ESP เป็น Bag Filter และการติดตามประสิทธิภาพการทำงานของระบบแบบเรียลไทม์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องคุณภาพอากาศ ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต

โดยบริษัทกำหนดให้ค่าค่าควบคุมการปล่อยมลพิษภายในไม่เกินร้อยละ 90 ของค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ครอบคลุมพารามิเตอร์ด้านคุณภาพอากาศ ได้แก่ ฝุ่นละอองรวม (Total Particulate Matter), SO₂, NOₓ และโลหะหนัก ณ แหล่งกำเนิดทุกจุด

พารามิเตอร์ หน่วย ค่ามาตรฐานตามกฎหมาย ค่ามาตรฐานตาม EIA ค่าเฝ้าระวังภายใน (90%) ค่าเฝ้าระวังภายใน (100%) ผลตรวจวัดเฉลี่ย
ปี 2566
ผลตรวจวัดเฉลี่ย
ปี 2567
ผลตรวจวัดเฉลี่ย
ปี 2568
ฝุ่นละอองรวม (TSP) mg/Nm³ 120*, 80** 50.0 45 50 11.6 22.4 18.3
SO₂ ppm 50* , 30** 30.0 27 30 <1.30 <2.00 <2.00
NOₓ ppm 500*, ** 500.0 450 500 313.4 229.8 263.6
ปรอท (Hg) mg/Nm³ 0.1** 0.1 0.09 0.1 0.0 0.0 0.0
แคดเมียม + ตะกั่ว (Cd + Pb) mg/Nm³ 0.2** 0.2 0.18 0.2 0.0 0.0 0.0
โลหะหนัก Sb, As, Be, Cr, Co, Cu, Mn, Ni and V รวมกัน mg/Nm³ 1** 1.0 0.90 1 0.2 0.1 0.0
COD mg/L 120*** - 108 120 88.1 89.6 65.3
หมายเหตุ : อ้างอิงมาตรฐาน
  • * ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานปูนซีเมนต์ พ.ศ. 2549
  • ** ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงาน ปูนซีเมนต์ที่ใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นวัตถุดิบในการผลิต พ.ศ. 2549
  • *** ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กําหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ําทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม พ.ศ.2559 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน พ.ศ. 2560 ลงวันที่ 7 มิ.ย. 2560

บริษัทตั้งเป้าให้ผลการตรวจวัดเป็นไปตามค่าเฝ้าระวังภายใน (Internal Alert Level) ร้อยละ 100 ภายในปี 2569 และรักษาระดับผลการดำเนินงานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป โดยค่าเฝ้าระวังภายในถูกกำหนดให้มีความเข้มงวดกว่าค่ามาตรฐานตามกฎหมาย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการติดตามและควบคุมการดำเนินงานเชิงป้องกัน ก่อนที่จะมีความเสี่ยงต่อการไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย หากพบว่าผลการตรวจวัดมีแนวโน้มเข้าใกล้หรือเกินค่าเฝ้าระวังภายใน บริษัทจะดำเนินการวิเคราะห์หาสาเหตุ กำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกัน รวมทั้งติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวโดยทันที เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าเทียบเป้าหมาย ปีฐาน 2567 ปี 2568 เป้าหมายปี 2569
ร้อยละของผลตรวจวัดที่อยู่ไม่เกินค่าเฝ้าระวัง 100 100 100
จำนวนครั้งที่เกินค่ามาตรฐานตามกฎหมาย 0 0 0
หมายเหตุ: ขอบเขตข้อมูลครอบคลุมโรงงานสระบุรี

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามเป้าหมายเชิงกระบวนการของกลุ่มบริษัทฯ และความมุ่งมั่นในการควบคุมการปล่อยมลพิษให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ใน SD Performance Index 2025 (หมวด GCCA Index) ซึ่งรายงานการปล่อยฝุ่นละออง NOₓ SO₂ VOC/THC ปรอท โลหะหนัก และไดออกซิน/ฟิวแรน ย้อนหลัง 3 ปี: https://investor.siamcitycement.com/storage/downloads/sd-report/sccc-sd-index2025-th.pdf

กลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรทางธุรกิจในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมตาม ประกาศกระทรวง เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงงานปูนซีเมนต์ที่ใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นวัตถุดิบในการผลิต พ.ศ. 2549 รวมทั้งร่วมมือกับบริษัทในเครือในการบริหารจัดการของเสีย โดยนำของเสียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทนในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและวัตถุดิบธรรมชาติ อันนำไปสู่การลดการปล่อยมลพิษและสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล

กลุ่มบริษัทฯ ได้นำ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14001 มาใช้ในการบริหารจัดการและควบคุมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งองค์กร เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีการรับรองจากหน่วยงานตรวจประเมินอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อาทิ SOCOTEC Certification UK Ltd, Intertek Certification Limited และ Management System Certification Institute (Thailand) เป็นต้น

ในปี 2568 บริษัทฯ และบริษัทย่อย รวมถึงหน่วยงานภายใต้กลุ่มธุรกิจ ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบ ISO 14001 กว่าร้อยละ 83 สำหรับสัดส่วนที่เหลืออยู่อยู่ในแผนดำเนินการเพื่อขอรับรองมาตรฐานในระยะต่อไป เพื่อมุ่งสู่การมีระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งกลุ่มบริษัทฯ

ISO 14001 ครอบคลุม83%

บริษัทฯ และบริษัทย่อย รวมถึงหน่วยงานภายใต้กลุ่มธุรกิจ ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบ ISO 14001 กว่าร้อยละ 83 ของการดำเนินงานทั้งหมด

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง สำหรับการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบควบคุมมลพิษ เช่น Bag House, ESP และ CEMS รวมถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจวัดคุณภาพอากาศ รายงานผลตามกฎหมาย และพลังงานที่ใช้ในการเดินระบบ นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัยพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมมลพิษและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบทดแทน เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านมลพิษ

บริษัทประเมินมูลค่าทางการเงินของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมและติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นประจำทุกปี อาทิ ค่าตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย ค่าตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากการอุปโภคบริโภค และค่าบำรุงรักษาระบบควบคุมมลพิษ โดยตัวอย่างต้นทุนการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมของโรงงานสระบุรี และการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมของธุรกิจปูนซีเมนต์ในประเทศไทย มีดังนี้

ต้นทุน (บาท) 2566 2567 2568 ขอบเขตข้อมูล
ค่าตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย 247,415.04 247,415.04 247,415.04 โรงงานสระบุรี
ค่าตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากการอุปโภคบริโภค 101,036.2 101,036.2 101,036.2 โรงงานสระบุรี

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

Sustainability Policy