นายพอล ไฮนซ์ ฮูเกนโทเบลอร์

ประธานกรรมการ

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2564 เราเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ ของเราในทุกภูมิภาคได้รับผลกระทบจากมาตรการการจำกัดการเดินทางและมาตรการกักกันเพื่อควบคุมไวรัส ถึงแม้จะมีการเร่งฉีดวัคซีนให้เร็วขึ้น แต่ก็มีการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศไทยหลายระลอก อีกทั้งการห้ามทำกิจกรรมทางสังคมและทางธุรกิจในวงกว้างในประเทศเวียดนามและบังคลาเทศ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมากตลอดปี 2564

นอกจากปัจจัยเรื่องเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นซึ่งมีผลกระทบกับผลประกอบการของบริษัทฯ ได้แก่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเพิ่มสูงขึ้นของราคาถ่านหินและราคาค่าขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้เป็นองค์ประกอบต้นทุนที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ จึงทำให้คณะเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดำเนินการเฉกเช่นเดียวกับปีที่แล้วในการบริหารต้นทุนหลัก กำลังการผลิต รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้อง และแม้ว่ากลุ่มบริษัทฯ ต้องดำเนินการภายใต้อุปสรรคที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการบริษัทยังมั่นใจว่ากลุ่มบริษัทฯ จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากเราสามารถวางใจได้ว่าพนักงานหลายพันคนของทั้งกลุ่มบริษัทฯ มีความทุ่มเทให้กับการพัฒนาความคิดริเริ่มและความพยายามปรับปรุงกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงและขยายตลาด การเพิ่มทางเลือกด้านผลิตภัณฑ์และการก่อสร้างเพื่อลดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาการใช้ระบบที่มีความทันสมัยในทุกหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดคือการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ ESG ให้เป็นไปตามเป้าหมายปี 2573 ของเรา

เมื่อสิ้นปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ เริ่มเห็นทิศทางที่ดีของสภาพเศรษฐกิจ ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นในศรีลังกาและเวียดนาม รวมทั้งสถานการณ์ที่มีเสถียรภาพทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา ทำให้เชื่อว่าภาพรวมของุรกิจในปี 2565 จะดีขึ้น อย่างไรก็ตามเรายังคงระมัดระวังอย่างมากในการประมาณการรายได้ของกลุ่มบริษัทฯ เนื่องจากเรายังคงเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ประกอบกับแนวโน้มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อและการด้อยค่าของสกุลเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคณะกรรมการบริษัทและคณะเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มได้เตรียมพร้อมที่จะดำเนินการในเรื่องที่จำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของเราทั้งด้านการดำเนินงานและด้านการเงิน

คณะกรรมการบริษัทมีความยินดีที่จะรายงานกำไรสุทธิ ในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น จำนวน 4.2 พันล้านบาท ซึ่งรวมรายได้พิเศษจากการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบริษัทย่อยในศรีลังกาจำนวน 0.7 พันล้านบาท (เฉพาะปี 2564) หรือเป็นจำนวน 3.5 พันล้านบาท เปรียบเทียบกับปี 2563 จำนวน 3.7 พันล้านบาทหากพิจารณาในหลักเกณฑ์เดียวกัน นอกจากนี้เรายังประสบความสำเร็จในการลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลงเหลือร้อยละ 47 เทียบกับร้อยละ 61 ของปีก่อนหน้านี้ รวมทั้งเมื่อสิ้นปี 2564 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 1.95 เท่า ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทจึงเสนอการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 ในอัตรา 9 บาทต่อหุ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565

ดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้วว่า ความสามารถในการปรับตัวของบริษัทภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง เป็นคุณสมบัติที่หายากในองค์กรต่างๆ ซึ่งข้าพเจ้าสามารถกล่าวได้อย่างภาคภูมิว่า ในปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ ของเราได้ประสบความสำเร็จอีกครั้งในการเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยบุคลากรที่มีความสามารถและทุ่มเทของเรา ได้สานต่อประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จทั้งในช่วงที่สภาพเศรษฐกิจดีและไม่ดี ดังนั้นการที่บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีในปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็นความสามารถของพนักงานของกลุ่มบริษัทฯ เรา ที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอขอบคุณทุกคนในกลุ่มบริษัทฯ รวมทั้งผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า และชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทฯ ที่มีความมุ่งมั่นและให้ความร่วมมือเพื่อให้กลุ่มบริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคง และสร้างความยั่งยืนร่วมกันตลอดไป